
ที่มาของชื่อเชื้อ
เชื้อก่อโรคไวรัสโคโรนา มีชื่อชั่วคราวท่ีใช้ในตอนแรกคือ 2019- nCoV
ช่ือทางการในปัจจุบันคือ SARS-CoV-2 ส่วนชื่อของโรคติดเชื้อชนิด น้ีเรียกว่า COVID-19 ย่อมาจาก
- CO แทน corona
- VI แทน virus
- D แทน disease
- 19 แทน 2019
องค์การอนามัยโลกต้ังช่ือแบบนี้เพื่อมิให้เกิด “รอยมลทิน” กับประเทศ พื้นท่ี ผู้ป่วย ประชาชน และสัตว์ท่ีเกี่ยวข้องกับ จุดกำเนิดและการระบาดของโรคนี้
เชื้อไวรัส มีต้นตอมาจากที่ใด
การศึกษารหัสพันธุกรรมและการเรียงลำดับของรหัสแต่ละตัวจะบอกถึงต้นตอของเชื้อใใการศึกษาพบว่าเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 มีจำนวน 29,903 นิวคลีโอไทด์และพบว่า มีนิวคลีโอไทด์ที่เหมือนกันถึงร้อยละ 89.1 ของเชื้อ SARS-like coronaviruses ในค้างคาวที่เคยพบในประเทศจีน ปัจจุบัน ทราบว่าต้นตอมาจากเชื้อไวรัสโคโรนาในค้างคาวและเกิด การกลายพันธุ์ ทำให้ได้เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 เพียงแต่ไม่แน่ชัดว่าการกลายพันธุ์และการแพร่กระจายเกิดในสัตว์อื่น (intermediate host) ก่อนมาสู่คนหรือไม่? หรือ เกิดจากการกลายพันธุ์ในค้างคาวแล้วกระจายมาสู่คนเลย
เชื้อโรคชนิดนี้ แพร่กระจายโดยวิธีใด
การก่อโรคในทางเดินหายใจต้องมีการแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ (airborne) สัตว์ที่แพร่เชื้อต้องร้องพ่นสิ่งคัดหลั่งออกมาทางปาก หรือผู้ป่วยต้องไอ ไอมีเสมหะ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดจึงสูดดม เชื้อในอากาศผ่านทางฝอยละอองขนาดใหญ่ (droplet) และฝอยละอองขนาดเล็ก (aerosol) เข้าไปในทางเดินหายใจ ถ้าใครอยู่ใกล้ผู้ป่วยในระยะ 1-2 เมตร จะติดเชื้อจากการสูดฝอยละอองขนาดใหญ่และฝอยละอองขนาดเล็กจากการไอจามรดกันโดยตรง ส่วนการแพร่เชื้อโดยการสัมผัส เช่น การจับมือกันหรือ มือจับของใช้สาธารณะร่วมกัน แล้วมาแคะจมูกหรือเช็ดตาตนเอง หรือปาก ที่เป็นทางเข้าสู่ร่างกาย ก็สามารถติดเชื้อได้ (แพร่กระจายผ่านสารคัดหลั่ง ละอองฝอยจากการไอจาม น้ำลาย น้ำตา เหงื่อ)
ใครคือผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ
บุคลากรทางการแพทย์และผู้ที่สัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับ ผู้ป่วยโดยเฉพาะในระยะที่ยังไม่ทราบว่าป่วยเป็นโรคนี้ การเข้าไปในที่ชุมชนแออัดที่อาจจะมีผู้ป่วยปะปนอยู่ด้วย ผู้ที่เดินทางมาจากดินแดนที่มีการระบาดของโรค COVID-19 อย่างมากเช่นที่ประเทศ จีน อิตาลี สเปน อิหร่าน เยอรมัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เป็นต้น และผู้ที่ไม่สวมหน้ากากอนามัยเมื่อไปดูแลผู้ป่วยที่มีอาการไอ ไข้ในบ้านตนเองหรือสำนักงาน
ระยะฟักตัวของโรคCOVID-19 คือกี่วัน
ระยะฟักตัวของ โรคโดยทั่วไปคือภายใน 14 วัน ผู้ป่วยร้อยละ 98 ขึ้นไป จะมีอาการภายใน 14 วัน และส่วนมากมีอาการระหว่าง 3 ถึง 7 วัน
ผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อ หรือไปในพื้นที่เสี่ยงติดเชื้อ ต้องกักตัวกี่วัน
โดยทั่วไปใช้เวลา 14 วันในการจำกัดสถานที่ให้ผู้ต้องสงสัยในระยะ 1 ถึง 14 วันแรก ของระยะฟักตัว ให้อยู่ในโรงพยาบาลหรือสถานที่ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงหรือแพทย์ที่ได้รับมอบหมาย หากผู้นั้นไม่มีอาการใดๆ (ไอหรือไข้) และผลการตรวจด้วยวิธี qRT-PCR จากสิ่ง คัดหลั่งในระบบหายใจให้ผลลบก็สามารถกลับไปอยู่ที่บ้านได้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ชุมชน เมื่อผู้สัมผัสเชื้อกลับไปอยู่ที่บ้านหลัง 14 วันแล้ว ผู้นั้นควรอยู่ในบ้าน เข้าไปในที่ชุมนุมชนให้น้อยที่สุดและเท่าที่จำเป็น ให้สวมหน้ากากอนามัยถ้าต้องเข้าไปในที่ชุมนุมชนหรือขึ้นรถ โดยสารหรือเข้าไปในห้างสรรพสินค้า หลังจาก 24 วันแล้วยังไม่มีไข้หรือไอ ให้ถือว่าผู้นั้นไม่แพร่ เชื้อและไม่ติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2
เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 เข้าไปในเซลล์มนุษย์และก่อโรคได้อย่างไร
เชื้อไวรัสต้องเข้าไปแบ่งตัวและเจริญเติบโตในเซลล์มนุษย์ใใเช่นใใเซลล์ของเยื่อบุหลอดลมจึงจะก่อโรคได้ใใเชื้อใช้ผิวเซลล์ของไวรัสจับกับใใangiotensin converting enzyme II ที่ผิวเซลล์มนุษย์เพื่อเข้าไปเจริญเติบโต และเพิ่มจำนวนเชื้อในเซลล์มนุษย์ แล้วเซลล์มนุษย์ที่ติดเชื้อจะเพิ่มจำนวนและ ปล่อยเชื้อไวรัสออกมานอกเซลล์เพื่อไปก่อโรคในเซลล์ข้างเคียงต่อไป การที่เชื้อเพิ่มจานวนมากขึ้นและเข้าไปในเซลล์ข้างเคียงอีกหลายรอบ จะทำลายเซลล์ มนุษย์ในหลอดลมและปอด ทำให้ปอดอักเสบและการหายใจล้มเหลวในที่สุด หากระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ไม่สามารถทำลายหรือควบคุมเชื้อให้ทันกาล
ทำไมพยาธิสภาพในเนื้อปอด ของผู้ตายจากโรคCOVID-19 จึงมีพังผืดมาก
โรค COVID-19 ก่อโรคได้รุนแรงในผู้สูงวัย (อายุเกิน60ปีขึ้นไป) เพราะระบบภูมิคุ้มกันที่ติดตัวมาแต่กำเนิดตามธรรมชาติเสื่อมไปตามวัย ทำให้ไม่สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในเซลล์ที่ หลอดลมและถุงลมในเนื้อปอดได้ทันกาล ทำให้เซลล์ที่ติดเชื้อจำนวนมากตาย และทดแทนด้วยผังพืดในเวลา 2-3 สัปดาห์ หลังการเจ็บป่วย ทำให้การหายใจล้มเหลวและผู้ป่วยถึงแก่กรรมในที่สุด
ผู้ที่ติดเชื้อมีอาการอะไรบ้าง
ผู้ที่ติดเชื้อบางรายไม่แสดงอาการ บางรายมีอาการไอ บางรายมีไข้และไอมีเสมหะ บางรายโดยเฉพาะผู้สูงวัยมีไข้ และหายใจเร็ว หอบ จากปอดบวม มีน้อยรายที่มีอาการเจ็บ คอ นำ้มูกไหลหรืออุจจาระร่วง เมื่อป่วยรุนแรงจะหายใจเร็ว หอบ จนถึงการหายใจล้มเหลวและช็อคได้
ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้ที่ติดเชื้อบางรายไม่แสดงอาการ บางรายที่มีอาการสังเกตได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเองมี 5 อาการหลัก ๆ ด้วยกัน ดังนี้
1. มีไข้
2. เจ็บคอ
3. ไอแห้ง ๆ
4. น้ำมูกไหล
5. หายใจเหนื่อยหอบ
บางรายมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ โดยทางด้านแพทย์อาจจะตรวจสอบเพิ่มเติมด้วยการเอกซ์เรย์ปอดแล้วพบว่าปอดบวมอักเสบร่วมด้วย หากมีอาการหนักมาก ๆ (พบว่าติดเชื้อในระยะหลัง ๆ แล้ว) จะหายใจเร็ว หอบ จนถึงการหายใจล้มเหลวและช็อคได้ รวมถึงอวัยวะภายในต่างๆล้มเหลว
กลุ่มบุคลที่เสี่ยงติดเชื้อไวรัส
✅ เด็กเล็ก (แต่อาจไม่พบอาการรุนแรงเท่าผู้สูงอายุ)
✅ ผู้สูงอายุ
✅ คนที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคปอดเรื้อรัง
✅ คนที่ภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือกินยากดภูมิต้านทานโรคอยู่
✅ คนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานมาก (คนอ้วนมาก)
✅ ผู้ที่เดินทางไปในประเทศเสี่ยงติดเชื้อ เช่น จีน อเมริกา อิตาลี สเปน เยอรมัน อิหร่าน อังกฤษ ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฯลฯ
✅ ผู้ที่ทำอาชีพที่ต้องพบปะชาวต่างชาติจำนวนมาก เช่น คนขับแท็กซี่ ลูกเรือสายการบินต่าง ๆ เป็นต้น
✅ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ที่ทำหน้าที่รักษาดูแลใกล้ชิดผู้ป่วย COVID-19
ข้อควรปฏิบัติช่วงสถานการณ์แพร่ระบาด COVID-19
✅ เว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) อย่างน้อย1-2เมตร
✅ หากมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้าน หรือไปสถานที่ชุมชน ควรใส่Maskปิดจมูกและปาก
✅ ล้างมือด้วยสบู่อย่างน้อย20วินาที หรือแอลกอฮอล์เจลทุกครั้งที่สัมผัส
✅ ไม่นำมือที่ไม่ล้าง สัมผัสตา จมูก ปาก เพราะสามารถเป็นทางเข้าของเชื้อได้
✅ ระวังการสัมผัสสิ่งของสาธารณะ เช่นประตู ลูกบิด ราวบันได เป็นต้น
✅ กินร้อน แต่ไม่ช้อนกลาง ไม่ใช้ภาชนะร่วมกัน ควรแยกชุดอาหารของแต่ละคน รวมถึงแยกของใช้ส่วนตัว เช่น แก้วน้ำ ผ้าขนหนู เป็นต้น
✅ ทำความสะอาดบ้าน ที่ทำงาน ของใช้ต่างๆ ให้สะอาดอยู่เสมอ
✅ หากมีไข้ ไอ เจ็บคอ หายใจลำบาก รีบใส่ Mask ทันที และติดต่อโรงพยาบาล

มาตรการป้องกันแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ของ Amarante clinic
เราตระหนักรวมถึงให้ความสําคัญการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (COVID-19) และมีวิธีการปฏิบัติดังนี้
✅ คุณหมอต้นให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค รวมถึงวิธีการป้องกันและการปฏิบัติตัวในคลินิก

✅ ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ ครอบคลุมไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา ทั่วคลินิก

✅ เพิ่มจุดให้บริการ แอลกอฮอล์เจล ในคลินิกตามจุดต่างๆ

✅ เช็ดทำความสะอาดในคลินิกให้ถี่ขึ้นทุกอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง โดยเฉพาะจุดที่มีการใช้งานบ่อยเช่น ลูกบิดประตู

✅ เน้นเรื่องความสะอาด ใส่ Mask ปิดปากและจมูกทุกครั้ง ล้างมือบ่อยๆ ตามขั้นตอนอย่างน้อย15-20วินาที ก่อนและหลังทำหัตถการทุกชนิด (ซึ่งพนักงานทุกคนใส่ใจเรื่องนี้อยู่แล้วเป็นปกติก่อนมีการแพร่ระบาดค่ะ)

✅ ทางคลินิกขอความร่วมมือ กรณีคนไข้ที่กลับมาจากประเทศที่เป็นกลุ่มเสี่ยงการแพร่ระบาดของเชื้อไวัส ควรอยู่บ้านเพื่อเฝ้าดูอาการก่อนอย่างน้อย14วัน หรือถ้ามีไข้ ไอเจ็บคอ หายใจลำบาก แนะนำโทรศัพท์หาเจ้าหน้าที่เพื่อเลื่อนนัดคุณหมอก่อนค่ะ















