หลาย ๆ คนก่อนตัดสินใจทำหัตถการความงามสักโปรแกรม มักจะเจอปัญหาเดียวกันคือไม่รู้ว่าผิวตัวเองมีปัญหาอะไรซ่อนอยู่บ้าง ชั้นไขมันหนาแค่ไหน คอลลาเจนใต้ผิวเหลือเท่าไหร่ แล้วเลือกทำตามกระแสไปก่อน สุดท้ายผลลัพธ์ออกมาไม่ตรงกับที่ต้องการ นี่คือเหตุผลที่การตรวจประเมินผิวให้แม่นยำก่อนเป็นเรื่องสำคัญ และหนึ่งในเทคโนโลยีที่คลินิกนิยมใช้คือ Facial Ultrasound ที่ช่วยให้เห็นโครงสร้างใต้ผิวแบบเจาะลึก แต่เทคโนโลยี Ultrasound ก็ไม่ได้มีดีแค่เรื่องตรวจประเมินเท่านั้น แต่ยังถูกนำมาใช้เป็นพลังงานสำหรับทำหัตถการยกกระชับผิวด้วย ในบทความนี้เราจะพาไปรู้จัก Ultrasound ให้มากขึ้นว่าคืออะไร มีกี่ประเภท และช่วยดูแลผิวได้อย่างไรบ้าง
สรุปสาระสำคัญ
- Facial Ultrasound คือเทคโนโลยีคลื่นเสียงความถี่สูงที่นำมาใช้ตรวจประเมินโครงสร้างใต้ผิว ทั้งชั้นไขมัน คอลลาเจน และตำแหน่งเส้นเลือด ช่วยให้วางแผนหัตถการความงามได้แม่นยำตั้งแต่เริ่มต้น
- นอกจากใช้ในการตรวจประเมิน เทคโนโลยี Ultrasound ในด้านความงามยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ Diagnostic Ultrasound, Focused Ultrasound และ Targeted Ultrasound ซึ่งแต่ละแบบมีวัตถุประสงค์การใช้งานแตกต่างกัน
ทำไมการประเมินก่อนทำหัตถการจึงสำคัญ
ก่อนจะเลือกทำโปรแกรมความงาม หลายคนอาจคิดว่าแค่เลือกตามที่คนอื่นรีวิวดีก็พอ แต่จริง ๆ แล้วผิวของแต่ละคนมีโครงสร้างและปัญหาที่ต่างกัน ทำให้การมี Facial Ultrasound เข้ามาเป็นตัวช่วยตรวจประเมินก่อน จะทำให้แพทย์เห็นภาพจริงของผิวชั้นลึกได้ ไม่ใช่แค่ดูจากภายนอกด้วยตาเปล่า ซึ่งช่วยให้การวางแผนหัตถการแม่นยำ และตรงกับปัญหาที่มีอยู่จริงมากขึ้น
ประเมินปัญหาตามโครงสร้างผิว
ผิวของเราไม่ได้มีแค่ชั้นเดียว แต่ประกอบไปด้วยหลายชั้นซ้อนกัน ทั้งชั้นไขมัน ชั้นคอลลาเจน และชั้นกล้ามเนื้อ ซึ่งปัญหาที่เราเห็นบนผิว เช่น หน้าหย่อนคล้อย หรือดูบวม อาจไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียวกันในทุกคน การนำเทคโนโลยี Ultrasound มาใช้ในการตรวจโครงสร้างใต้ผิว จะช่วยให้เห็นว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ชั้นไหน และรู้ต้นตอของปัญหาที่แท้จริงได้
ระบุจุดที่ควรเติม กระชับ หรือลด
เมื่อรู้โครงสร้างผิวชัดเจนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการระบุว่าแต่ละจุดบนใบหน้าควรได้รับการดูแลแบบไหน บางจุดอาจต้องการความกระชับเพื่อยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย บางจุดอาจมีไขมันส่วนเกินที่ควรลด หรือบางจุดอาจขาดวอลลุ่มจนต้องเติมให้เต็มขึ้น การประเมินด้วย Ultrasound จะช่วยให้แพทย์กำหนดจุดที่ต้องดูแลได้อย่างละเอียด แทนที่จะทำหัตถการแบบเหมารวมทั้งใบหน้า ซึ่งอาจไม่ได้ผลลัพธ์ตรงตามที่ต้องการ
วางลำดับการดูแลเมื่อมีหลายปัญหา
บางคนอาจมีปัญหาผิวมากกว่าหนึ่งอย่างในเวลาเดียวกัน เช่น ทั้งหย่อนคล้อยและมีริ้วรอย การจะเลือกทำโปรแกรมไหนก่อนหลังจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน การประเมินด้วย Ultrasound จะช่วยให้แพทย์เห็นภาพรวมของปัญหาทั้งหมด และวางลำดับการดูแลได้อย่างเหมาะสม
Ultrasound คืออะไร
เทคโนโลยี Ultrasound คือพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูง ที่เมื่อยิงผ่านหัวส่งพลังงานลงไปที่ผิวหนัง คลื่นเสียงจะเดินทางผ่านชั้นเนื้อเยื่อและสะท้อนกลับมาต่างกันตามความหนาแน่นของแต่ละชั้น โดยเครื่องจะแปลงสัญญาณที่สะท้อนกลับมาเป็นภาพ ทำให้เห็นโครงสร้างใต้ผิวได้อย่างชัดเจน
ซึ่งเทคโนโลยีนี้ถูกเรียกอีกชื่อว่า “Diagnostic Ultrasound” และเป็นอีกขั้นตอนที่สำคัญมากก่อนทำหัตถการใด ๆ เพราะช่วยให้แพทย์ได้ประเมินสภาพผิวจริงก่อน ไม่ใช่คาดเดาจากภายนอก นอกจากนี้ Ultrasound ยังถูกนำมาพัฒนาต่อ โดยรวมพลังงานคลื่นเสียงให้เป็นจุดโฟกัสเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในชั้นเนื้อเยื่อโดยตรง กลายเป็นพลังงานสำหรับทำหัตถการดูแลผิวอีกด้วย
Ultrasound มีแบบไหนบ้าง ต่างกันอย่างไร
หากแบ่งตามลักษณะการใช้งาน Ultrasound ในงานความงามสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
Diagnostic Ultrasound
คือคลื่นเสียงพลังงานต่ำที่ใช้สำหรับตรวจวินิจฉัย และสร้างภาพโครงสร้างใต้ผิวแบบเรียลไทม์ โดยไม่ปล่อยความร้อนสะสมในเนื้อเยื่อ ซึ่งมีบทบาทตั้งแต่การประเมินปัญหา โครงสร้างใต้ผิว เพื่อใช้ในการวางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ รวมถึงยังใช้แสดงภาพชั้นผิวระหว่างทำหัตถการได้อีกด้วย
จุดเด่น
เน้นใช้สำหรับมองโครงสร้างอวัยวะและชั้นผิว เพื่อช่วยให้แพทย์เห็นภาพก่อนตัดสินใจวางแผนหัตถการในแต่ละจุด
Focused Ultrasound
คือคลื่นเสียงพลังงานสูงที่รวมเป็นจุดโฟกัสเพื่อสร้างความร้อนเฉพาะจุดในชั้นเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดการหดตัวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ตัวอย่างเทคโนโลยีในกลุ่มนี้คือโปรแกรม Ultherapy ยกกระชับผิว และกระตุ้นคอลลาเจนลึกถึงชั้น SMAS
จุดเด่น
เน้นใช้สำหรับยกกระชับลึกถึงชั้น SMAS และช่วยดูแลไขมันส่วนเกินเฉพาะจุด เพื่อดูแลปัญหาความหย่อนคล้อย และปรับกรอบหน้าไปพร้อม ๆ กัน
Targeted Ultrasound
คือพลังงานคลื่นเสียงที่เจาะจงเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิว ตัวอย่างเทคโนโลยีในกลุ่มนี้คือโปรแกรม Exion ฟื้นฟูคุณภาพผิวให้แน่นกระชับ เผยผิวอ่อนเยาว์ดูสดใส
จุดเด่น
เน้นใช้สำหรับฟื้นฟู และกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ให้ผลิต Hyaluronic Acid คอลลาเจน และอีลาสตินในชั้นผิว เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น และความอิ่มฟูให้ผิว
Ultrasound ช่วยอะไรได้บ้างในเรื่องความงาม
การใช้งานเทคโนโลยี Ultrasound ในคลินิกความงาม มักนำมาใช้งานโดยแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบหลัก ๆ คือการใช้เพื่อประเมินสภาพผิว และการใช้เป็นพลังงานสำหรับทำหัตถการต่าง ๆ
ใช้ Ultrasound เพื่อประเมินโครงสร้างใต้ผิว
ก่อนทำหัตถการทุกครั้ง ควรตรวจประเมินโครงสร้างใต้ผิวด้วย Facial Ultrasound ก่อนเสมอ เพื่อแสดงภาพโครงสร้างใต้ผิวแบบเรียลไทม์ ช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้แม่นยำตรงกับปัญหาของแต่ละเคส โดยสามารถใช้ดูข้อมูลได้หลายส่วน เช่น
ดูชั้นผิวและเนื้อเยื่อใต้ผิว
ช่วยให้เห็นตำแหน่ง และความสัมพันธ์ของเนื้อเยื่อในแต่ละชั้นก่อนทำหัตถการ
ดูแนวหลอดเลือด
ช่วยเพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งหลอดเลือดบริเวณที่จะทำหัตถการ
ดูฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็มเดิม
ช่วยประเมินสารเติมเต็มที่เคยฉีดไว้ โดยเฉพาะเคสที่ต้องการเติมหรือแก้ไขฟิลเลอร์เดิม
Facial Ultrasound ช่วยให้การประเมินก่อนหัตถการตรงกับปัญหามากขึ้นอย่างไร
ปัญหาผิวที่เห็นด้วยตาเปล่ามักบอกได้แค่ผลลัพธ์ปลายทาง แต่ไม่ได้บอกสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากชั้นไหน การมีเทคโนโลยี Facial Ultrasound เข้ามาช่วยตรวจประเมิน จะทำให้แพทย์เห็นข้อมูลเชิงลึกที่ตาเปล่ามองไม่เห็น และนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจได้แม่นยำขึ้นในหลายมิติ
ระบุระดับโครงสร้างที่เป็นต้นเหตุ
ปัญหาหน้าหย่อนคล้อยหรือดูไม่กระชับ อาจเกิดจากสาเหตุที่ต่างกันในแต่ละคน บางคนเป็นที่ชั้นไขมันหนา บางคนเป็นที่คอลลาเจนเสื่อมสภาพ หรือบางคนเป็นที่ชั้นกล้ามเนื้อ SMAS หย่อนตัวลง การใช้เทคโนโลยี Facial Ultrasound ตรวจดูโครงสร้างใต้ผิวแบบเรียลไทม์ จะช่วยให้แพทย์สามารถวิเคราะห์และระบุได้ชัดเจนว่า ต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่ชั้นไหน และออกแบบการรักษาได้อย่างเหมาะสม
เลือกหัตถการให้ตรงกับปัญหา
เมื่อรู้สาเหตุของปัญหาชัดเจนแล้ว ก็ช่วยให้สามารถเลือกหัตถการได้ตรงกับปัญหามากขึ้น เช่น ถ้าหากปัญหาอยู่ที่ชั้นกล้ามเนื้อควรเลือกโปรแกรมที่ส่งพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS หรือหากปัญหาอยู่ที่ผิวชั้นตื้นก็อาจเลือกหัตถการที่เน้นกระตุ้นคอลลาเจนแทน การมีข้อมูลจาก Ultrasound จึงช่วยลดโอกาสเลือกโปรแกรมที่ไม่เหมาะสม และทำให้ผลลัพธ์ออกมาตรงกับความคาดหวังมากขึ้น
ประเมินหัตถการเดิมก่อนวางแผนต่อไป
สำหรับคนที่เคยทำหัตถการความงามมาก่อน เช่น เคยฉีดฟิลเลอร์หรือทำโปรแกรมยกกระชับ การตรวจสอบชั้นผิวด้วย Facial Ultrasound ยังช่วยให้เห็นสภาพของสารเติมเต็มหรือผลลัพธ์จากการรักษาเดิมที่ยังหลงเหลืออยู่ด้วย ซึ่งทำให้สามารถแพทย์วางแผนหัตถการต่อไปได้อย่างเหมาะสม ไม่ทำซ้ำซ้อนในจุดเดิม และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการไม่รู้ข้อมูลการรักษาก่อนหน้าได้
Facial Ultrasound กับเครื่อง Ultrasound สำหรับทำหัตถการต่างกันอย่างไร
แม้จะเป็นเทคโนโลยี Ultrasound เหมือนกัน แต่ Facial Ultrasound กับเครื่อง Ultrasound ที่ใช้ในการทำหัตถการนั้นมีบทบาทต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้
| Facial Ultrasound | เครื่อง Ultrasound สำหรับทำหัตถการ | |
|---|---|---|
| วัตถุประสงค์หลัก | สร้างภาพโครงสร้างใต้ผิว เพื่อให้แพทย์สามารถประเมินสภาพชั้นผิวได้ง่ายมากขึ้น | ส่งพลังงานเพื่อดูแลเนื้อเยื่อตามเป้าหมาย |
| ระดับพลังงาน | พลังงานต่ำ เน้นสร้างภาพ | พลังงานสูงกว่า เน้นให้เกิดการตอบสนองของเนื้อเยื่อ |
| ผลลัพธ์ | ได้รับข้อมูลประกอบการวางแผนหัตถการ | เห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงของผิว และโครงสร้างใต้ผิว |
ตัวอย่างการใช้เทคโนโลยี Ultrasound ที่ Amarante Clinic
ที่ Amarante Clinic ได้มีการนำเทคโนโลยี Ultrasound มาใช้ทั้งในขั้นตอนของประเมินสภาพผิว และใช้ในโปรแกรมดูแลผิวของแต่ละบุคคล เช่น โปรแกรมยกกระชับ ก่อนเลือกใช้เทคโนโลยี Ultrasound ให้เหมาะกับปัญหา และเป้าหมายที่ต้องการ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
Facial Ultrasound ช่วยประเมินตั้งแต่ก่อนวางแผนหัตถการไปจนถึงการประเมินผล
นำมาใช้ตรวจสอบโครงสร้างใต้ผิว แนวหลอดเลือด และสารเติมเต็มเดิม เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการวางแผนหัตถการให้แม่นยำ ลดความเสี่ยงจากการทำหัตถการโดยไม่รู้ข้อมูลผิวที่แท้จริง และช่วยให้ได้ผลลัพธ์การรักษาที่แม่นยำ ไม่เป็นอันตราย และคุ้มค่า
โปรแกรม Ultherapy ใช้ Focused Ultrasound เพื่อยกกระชับ
เทคโนโลยียกกระชับด้วยการส่งพลังงาน Ultrasound ไปยังชั้นผิวเป้าหมายลงลึกถึงระดับชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกันกับที่ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า เพื่อช่วยยกกระชับและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้นผิว
โปรแกรม Exion ใช้ Targeted Ultrasound ร่วมกับ Monopolar RF
เทคโนโลยียกกระชับด้วยการใช้พลังงาน 2 รูปแบบร่วมกัน ได้แก่ พลังงานคลื่นความถี่วิทยุ (Monopolar RF) และ Targeted Ultrasound เพื่อช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิว ความกระชับ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อม ๆ กัน
Ultrasound แบบไหนเหมาะกับปัญหาอะไร
หลาย ๆ คนคงอาจจะสงสัยว่า แล้วเทคโนโลยี Ultrasound แบบไหนเหมาะกับปัญหาอะไรบ้าง เราได้สรุปออกมาเป็นตาราง ดังนี้
| เป้าหมายหรือปัญหาที่ต้องการแก้ไข | เทคโนโลยี Ultrasound ที่เกี่ยวข้อง |
|---|---|
| ต้องการประเมินโครงสร้างใต้ผิว หรือสลายฟิลเลอร์เดิมก่อนทำหัตถการ | Facial Ultrasound (Diagnostic Ultrasound) |
| ต้องการยกกระชับผิว และกรอบหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด | โปรแกรม Ulthera Prime (Focused Ultrasound) |
| ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว และความกระชับควบคู่กัน | โปรแกรม Exion (Targeted Ultrasound ร่วมกับ Monopolar RF) |
เลือกใช้ Ultrasound ให้ตรงกับปัญหาและเป้าหมายของผิว
แม้จะเป็นเทคโนโลยี Ultrasound เหมือนกัน แต่เทคโนโลยีแต่ละแบบก็มีหน้าที่ในการทำงานที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บางแบบเน้นการตรวจดูโครงสร้างใต้ผิวเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการวางแผน ในขณะที่อีกกลุ่มจะเน้นส่งพลังงานเพื่อดูแลผิวโดยตรง ดังนั้น ก่อนเลือกใช้เทคโนโลยี Ultrasound ประเภทใด ควรพิจารณาจากปัญหาและผลลัพธ์ที่ต้องการเป็นหลัก และให้แพทย์เป็นผู้ประเมินความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Ultrasound เพื่อความงาม
Ultrasound อันตรายไหม
เทคโนโลยี Ultrasound ในด้านความงาม จะมีการปรับระดับพลังงานให้เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินสภาพผิว และความเหมาะสมของแต่ละบุคคลก่อนเริ่มหัตถการทุกครั้ง เพื่อเลือกระดับพลังงาน และเทคนิคที่เหมาะกับปัญหาของแต่ละคน หากมีโรคประจำตัวหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับสภาพผิว ควรแจ้งแพทย์ก่อนเข้ารับบริการเสมอ
คลื่น Ultrasound สามารถลงไปใต้ผิวได้ลึกแค่ไหน
ความลึกของคลื่นเสียงจะขึ้นอยู่กับประเภทของ Ultrasound ที่ใช้ เครื่องที่ใช้เพื่อวินิจฉัยจะเน้นตรวจสอบ เพื่อสร้างภาพชั้นผิวและโครงสร้างใต้ผิวเป็นหลัก ส่วนเครื่องที่ใช้พลังงานเพื่อทำหัตถการอย่างการยกกระชับจะถูกปรับความลึกให้ลงไปถึงชั้นเนื้อเยื่อเป้าหมาย เช่น ชั้น SMAS ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและปรับตั้งค่าที่เหมาะสมกับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคน
ทำไมเวลาทำ Ultrasound จึงต้องใช้เจลบนผิว
พลังงานคลื่นเสียงต้องอาศัยตัวกลางในการเดินทาง ทำให้ถ้าหากมีช่องอากาศระหว่างหัวส่งพลังงานกับผิวหนัง คลื่นเสียงจะเกิดการสะท้อนกลับหรือกระจายตัว ทำให้ภาพที่ได้ไม่ชัดเจนหรือพลังงานส่งลงไปได้ไม่ครบถ้วน ทำให้การใช้เจล จะช่วยลดช่องว่างระหว่างหัวตรวจกับผิวทำให้คลื่นเสียงเดินทางเข้าสู่ชั้นเนื้อเยื่อได้อย่างต่อเนื่อง
Ultrasound ต่างจาก RF และ Laser อย่างไร
ทั้ง 3 เทคโนโลยีนี้ใช้พลังงานคนละรูปแบบกัน โดยเทคโนโลยี Ultrasound จะใช้พลังงานคลื่นเสียงที่รวมพลังงานเป็นจุดโฟกัสในชั้นเนื้อเยื่อ เทคโนโลยี RF จะใช้พลังงานคลื่นไฟฟ้าเพื่อสร้างความร้อนในชั้นผิว ส่วนเทคโนโลยี Laser จะใช้พลังงานแสงที่มีความยาวคลื่นเฉพาะ เพื่อทำปฏิกิริยากับเม็ดสีหรือน้ำในผิว ด้วยเหตุนี้ แต่ละเทคโนโลยีจึงเหมาะกับการดูแลปัญหาผิวคนละรูปแบบ
ใช้ Ultrasound ดูตอนฉีดโบท็อกได้ไหม
แพทย์อาจพิจารณาใช้ Facial Ultrasound เพื่อดูตำแหน่งกล้ามเนื้อและหลอดเลือดก่อนทำโปรแกรมฉีดโบ โดยเฉพาะจุดที่มีความซับซ้อนของโครงสร้างใต้ผิว ทั้งนี้ การใช้ Facial Ultrasound ร่วมด้วยหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ในแต่ละเคส
ประเมินปัญหาก่อนเลือกเทคโนโลยี Ultrasound ที่ Amarante Clinic
ที่ Amarante Clinic ทุกเคสจะได้รับการตรวจประเมินชั้นผิวและโครงสร้างใบหน้าด้วยเทคโนโลยี Facial Ultrasound ก่อนเริ่มหัตถการทุกครั้งโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าโปรแกรมที่เลือก ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรม Ultherapy, Exion หรือหัตถการปรับรูปหน้าอื่น ๆ จะตอบโจทย์ปัญหาผิวจริงของคุณได้เป็นอย่างดี ทุกขั้นตอนดูแลโดยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ยาวนาน เลือกใช้เทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่ได้มาตรฐาน และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
หากสนใจสามารถสอบถามข้อมูลหรือดูรีวิวเพิ่มเติมได้ภายในเว็บไซต์ หรือปรึกษาปัญหาเบื้องต้นได้ตามช่องทางด้านล่างนี้